สารนิพนธ์
(ด), 192 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    ส่งคืนแก้ไข
Note: ส่งคืนแก้ไข
สารนิพนธ์
ฑ, 98 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชลตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ของประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนนิศาชล จำนวน 203 ครัวเรือน ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากแบบทดแทน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheff?) ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการใช้มูลฝอย มีค่าเฉลี่ยมากสุด รองลงมาคือ ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ และด้านการแปรรูปมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด 2) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ และอาชีพ ต่างกัน มีการจัดการมูลฝอยโดยรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการจัดการมูลฝอยชุมชนนิศาชล 1) ด้านการลดการใช้มูลฝอย ควรมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนนิศาชล ตระหนักถึงปัญหาของมูลฝอย และประโยชน์ของการลดการใช้มูลฝอยและกำจัดมูลฝอยอย่างถูกวิธี เพื่อทำให้ชุมชนสะอาดและน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น 2) ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ ควรมีนโยบายการนำมูลฝอยที่ผ่านการใช้งานแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในลักษณะของนโยบายหลักขององค์กรที่ดีการให้ประชาชนดำเนินการตามอย่างต่อเนื่องและประชาสัมพันธ์นำนโยบายไปปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น ๆ และ3) ด้านการแปรรูปมูลฝอยมาใช้ใหม่ สงเสริมนโยบายให้ในครอบครัวของตนและให้ความรู้เกี่ยวกับการนำมูลฝอยมาแปรรูปและมาใช้ใหม่หรือขายต่อเพื่อเพิ่มรายได้ให้แกประชาชนในชุมชนและมีนโยบายส่งเสริมเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชลตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ของประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนนิศาชล จำนวน 203 ครัวเรือน ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากแบบทดแทน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) สถิติ ค่าความถี่ (ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheff?) ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล โดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการลดการใช้มูลฝอย มีค่าเฉลี่ยมากสุด รองลงมาคือ ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ และด้านการแปรรูปมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด 2) การจัดการมูลฝอยของชุมชนนิศาชล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ และอาชีพ ต่างกัน มีการจัดการมูลฝอยโดยรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการจัดการมูลฝอยชุมชนนิศาชล 1) ด้านการลดการใช้มูลฝอย ควรมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนนิศาชล ตระหนักถึงปัญหาของมูลฝอย และประโยชน์ของการลดการใช้มูลฝอยและกำจัดมูลฝอยอย่างถูกวิธี เพื่อทำให้ชุมชนสะอาดและน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น 2) ด้านการนำมูลฝอยมาใช้ซ้ำ ควรมีนโยบายการนำมูลฝอยที่ผ่านการใช้งานแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในลักษณะของนโยบายหลักขององค์กรที่ดีการให้ประชาชนดำเนินการตามอย่างต่อเนื่องและประชาสัมพันธ์นำนโยบายไปปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น ๆ และ3) ด้านการแปรรูปมูลฝอยมาใช้ใหม่ สงเสริมนโยบายให้ในครอบครัวของตนและให้ความรู้เกี่ยวกับการนำมูลฝอยมาแปรรูปและมาใช้ใหม่หรือขายต่อเพื่อเพิ่มรายได้ให้แกประชาชนในชุมชนและมีนโยบายส่งเสริมเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น
This thematic paper had the following objectives: 1) to study solid waste management of Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province; 2) to compare solid waste management of Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, of people with different gender, age and occupation; and 3) to suggest solid waste management guidelines for the Nisachon community, Om Yai Subdistrict, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province. It was a survey research. The sample consisted of 203 people living in the Nisachon community. The researcher used a random sampling method to use probability, with simple random methods by drawing a replacement label. The tools used in the research were questionnaires with the reliability of 0.95. The statistics used for data analysis were statistics, frequency (percentage), mean( ) and standard deviation (SD). T-test and One-Way ANOVA test were used when there were significant differences at the level of 0.05, and the differences were analyzed by pairing, and by the method of Scheff?. The research was found as follows: 1) In the Solid Waste Management of the Nisachon Community, including the three aspects, was at the highest level. When considered by sorting the average from descending to the highest, it was found that the reduction of solid waste was with the highest mean value, followed by reuse of solid waste, and reuse of processed solid waste was with the least average. 2) In the Solid Waste Management of the Nisachon community, It was found that people with different gender, age and occupation had no different solid waste management, including 3 aspects. 3) In the Guidelines for Nisachon Community Solid Waste Management, it was suggested as follows: (1) In the Reduction of Solid Waste Should, there should have a policy to encourage people in the Nisachon community to be aware of the problems of solid waste and the benefits of reducing waste and waste disposal correctly, and to make the community cleaner and more livable; (2) In the Reuse of Solid Waste, there should be a policy of using solid waste that had been recycled and reused in the form of good corporate core policies, there should be continuous public action, and publicizing policies into other examples for other communities; and (3) In the Transformation and Reuse of Solid waste, there should be promoting policies in families and providing knowledge about the processing of solid waste to be used and reused or resold to increase income for people in the community and having a policy to promote as examples for other communities
สารนิพนธ์
(ฑ), 113 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    ส่งคืนแก้ไข
Note: ส่งคืนแก้ไข
สารนิพนธ์
ด, 129 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง ที่มี เพศ อายุ และระดับการศึกษา แตกต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จเทศบาลเมือง ไร่ขิง จำนวน 251 คน ตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ โดยรวม อยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้านพบว่า มากที่สุดคือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ รองลงมาคือ ด้านการอำนวยความสะดวก และต่ำสุดคือ ด้านกระบวนการขั้นตอนการให้บริการ 2) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชน ที่มีเพศ และอายุ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ที่มีระดับการศึกษา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ประชาชนได้เสนอแนวทางด้านการกำหนดนโยบายจุดเดียวเบ็ดเสร็จคือ ควรปรับปรุงสถานที่จอดรถให้เพียงพอกับประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ควรสำรวจความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ และควรเพิ่มให้บริการแก่ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เช่น บริการเข็นรถ และน้ำดื่ม
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง ที่มี เพศ อายุ และระดับการศึกษา แตกต่างกัน และ3) เพื่อเสนอแนวทางการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จเทศบาลเมือง ไร่ขิง จำนวน 251 คน ตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ โดยรวม อยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้านพบว่า มากที่สุดคือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ รองลงมาคือ ด้านการอำนวยความสะดวก และต่ำสุดคือ ด้านกระบวนการขั้นตอนการให้บริการ 2) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประชาชน ที่มีเพศ และอายุ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม ไม่แตกต่างกัน แต่ที่มีระดับการศึกษา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จไปปฏิบัติในเทศบาลเมืองไร่ขิง โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ประชาชนได้เสนอแนวทางด้านการกำหนดนโยบายจุดเดียวเบ็ดเสร็จคือ ควรปรับปรุงสถานที่จอดรถให้เพียงพอกับประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ควรสำรวจความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ และควรเพิ่มให้บริการแก่ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เช่น บริการเข็นรถ และน้ำดื่ม
The objectives of this thematic paper were: 1) to study implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality; 2) to study and compare implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality, classified with different gender, age and education level and 3) to suggest guidelines for implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality. The used tools in the research were questionnaires. The sample group was 251 people who came to use one stop service. Convenience Random Sampling was used in data collection. The statistics used are Use descriptive statistics such as frequency, percentage, average ( ), standard deviation (SD) and inference statistics or reference, such as t-test, one-way variance test, F-test. (One-Way ANOVA). If significant differences were found, the mean difference will be tested in pairs by means of LSD (Least Significant Difference) and by using data analysis and computer processing. The results of the research were found as follows: 1) Implementation of one-stop service policy on Raikhing Municipality was at a high level. Considering each aspect, it was found that the most was the aspect of service personnel, followed by the aspect of facilitation and the lowest was the aspect of service process. 2) In the hypothesis testing, it was found that people with different sex and age had no different opinions about implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality. But the people with different education had different opinions about implementation of one stop service policy on Raikhing Municipality, as a whole, with statistical significance at the level of 0.05. 3) The people had suggested guidelines for the one stop policy formulation as follows: There should improve the parking place to be sufficient for the people who used the service center; there should explore the needs of the people about the one stop service; and there should be added to serve the elderly and people with disabilities such as wheelchair and drinking water services.
สารนิพนธ์
ณ, 162 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
สารนิพนธ์
ช, 114 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการ มีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 148 คน สุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากแบบทดแทนในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheff?) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาล เมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สรุปโดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากสุดคือ ด้านการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็น รองลงมาคือ ด้านการวางแผนและการร่วมปฏิบัติ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านการประเมินผล 2) ประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม คือ เทศบาลควรจัดประชุมเพื่อชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีให้คณะกรรมการชุมชนทราบ เทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมี ส่วนร่วมในการรับรู้เรื่องงบประมาณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจและประเมินผลการทำงานของเทศบาลให้มากขึ้น
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการ มีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมที่มี เพศ อายุ และอาชีพแตกต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง จำนวน 148 คน สุ่มตัวอย่างแบบการใช้โอกาสความน่าจะเป็น (Probability Sampling) ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากแบบทดแทนในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมานหรืออ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว F-test (One-Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ เชฟเฟ่ (Scheff?) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาล เมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สรุปโดยรวมทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากสุดคือ ด้านการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็น รองลงมาคือ ด้านการวางแผนและการร่วมปฏิบัติ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด คือ ด้านการประเมินผล 2) ประชาชนที่มี เพศ อายุ และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3) ข้อเสนอแนวทางการบริหารกิจการท้องถิ่นที่ดีด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม คือ เทศบาลควรจัดประชุมเพื่อชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีให้คณะกรรมการชุมชนทราบ เทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมี ส่วนร่วมในการรับรู้เรื่องงบประมาณให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเทศบาลควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจและประเมินผลการทำงานของเทศบาลให้มากขึ้น
This thematic paper had the following objectives: 1) to study good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province; 2) to study and compare good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province,classified with different gender, age and occupation; and 3) to suggest good management in local affairs guidelines for community participation in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province.The research instruments were questionnaires. The sample group consisted of 148 community committees in Raikhing Municipality. Samples were randomly selected using Probability Sampling and replacement label for data collection.The usedstatistics were basic statistics such as frequency, percentage, mean ( ), standard deviation (S.D.) and inference statistics or reference, includingT-test, one-way variance test, F-test (One-Way ANOVA). If a significant differencewas found, test with the difference of the average value in pairs was used by the Scheff? method, and by using data analysis and computer processing. The results of the research were found as follows: 1) The good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, in summary of all three aspects was at a high level. When considering each aspect by sorting the average from descending to the highest, the average value was the aspect of Information and the aspect of hearing opinions, followed by the aspect of planning and co-operation, and the least average aspect was the aspect of evaluation. 2) People with different gender, age and occupation had opinions on good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, with over all no difference. 3) Suggestions for good management in local affairs in participation of community committee in Raikhing Municipality, Sam Phran District, Nakhon Pathom Province, were as follows : the municipality should hold a meeting to clarify the budget spending each year to the community committee; the municipality should allow the community committee to participate in the recognition of the budget more clearly ; and the municipality should allow the community committee to participate in the examination and evaluation of the work of the municipality more.
สารนิพนธ์
(ฒ), 155 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
สารนิพนธ์
ถ, 166 หน้า : ตารางประกอบ, ภาพประกอบ ; 30 ซม.
สารนิพนธ์
(ด), 127 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    ส่งคืนแก้ไข
Note: ส่งคืนแก้ไข
สารนิพนธ์
น, 174 หน้า : ภาพประกอบ, ตารางประกอบ ; 30 ซม.
    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 2) เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 253 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ �ทาโร ยามาเน่� (Taro Yamane) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (x ?) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (f-test) หรือ (One�Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านความพอประมาณในการปฏิบัติงาน รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านความมีเหตุผลในการปฏิบัติงาน ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวม 5 ด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยรวมทั้ง 5 ด้าน เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เห็นว่า การปฏิบัติงานของพนักงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถยึดถือปฏิบัติ โดยตั้งหมั่นอยู่บนความพอประมาณในการใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย รอบคอบ ใช้เหตุผล ประกอบการตัดสินใจ มีการวางแผนงานและนำความรู้ที่มีมาปรับใช้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ทั้งนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ความรู้ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการปฏิบัติงาน ดังนั้นพนักงานควรหมั่นศึกษาหาความรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส น้อมนำหลักธรรมะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และนำ คำสอนทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 2) เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ต่างกัน และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 253 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ �ทาโร ยามาเน่� (Taro Yamane) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Random Sampling) และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (x ?) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า (t-test) และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (f-test) หรือ (One�Way ANOVA) ถ้าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด 3 ลำดับ ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านความพอประมาณในการปฏิบัติงาน รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านความมีเหตุผลในการปฏิบัติงาน ตามลำดับ 2) การทดสอบสมมติฐานของการวิจัย พบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวม 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนพนักงานที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวม 5 ด้าน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยรวมทั้ง 5 ด้าน เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เห็นว่า การปฏิบัติงานของพนักงานภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถยึดถือปฏิบัติ โดยตั้งหมั่นอยู่บนความพอประมาณในการใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย รอบคอบ ใช้เหตุผล ประกอบการตัดสินใจ มีการวางแผนงานและนำความรู้ที่มีมาปรับใช้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง ทั้งนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ความรู้ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการปฏิบัติงาน ดังนั้นพนักงานควรหมั่นศึกษาหาความรู้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส น้อมนำหลักธรรมะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และนำ คำสอนทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน
This thesis has the following objectives : 1) to study the work performance under the concept of sufficiency economy philosophy of local government organization employees In Pluak Daeng District, Rayong Province, 2) to compare the work performance under the concept of sufficiency economy philosophy In Pluak Daeng District of Rayong Province of employees with different gender, age, educational level and work experiences, and 3) to propose guidelines for working under the concept of sufficiency economy philosophy of employees in local government organizations In Pluak Daeng District, Rayong Province. The data were collected by questionnaire from 253 samples determined the sample size by using the formula of "Taro Yamane" Convenience Random Sampling and by in-depth interviews with 5 key informant. The research tools were questionnaires and interview forms. The statistics used in this research are descriptive statistics; frequency, percentage, mean (x ?) standard deviation (S.D.) and inferential statistics including t-test and variance test (f-test) or (One � Way ANOVA). If there are significant statistical differences, the methods of LSD (Least Significant Difference) will be used. The research findings revealed that: 1) The work performance under the concept of sufficiency economy philosophy in 5 areas is at a high level in total. When arranged in 3 sequences from the highest to the least, it starts with moderation in the work, followed by morality and ethics in work performance, and reason in the work performance respectively. 2) In research hypothesis testing, employees with different genders, ages and work experiences have work performance under the concept of sufficiency economy philosophy indifferently. The employees with different educational levels have work performance under the concept of sufficiency economy philosophy differently with a significantly statistical figure at 0.05 3) Based on interviews with key informants, working under the concept of sufficiency economy philosophy is essential and practical based on moderation, saving, not being extravagant, discreet, making decisions with reason, planning, and applying knowledge in work to strengthen and immunize oneself. In addition, it is a preparation to confront with risks and problems to be happened. Knowledge is a key factor in work operation. Therefore, employees should keep learning, exchanging experiences with each other, and should have morality, ethics, honesty, transparency, and abide by Dhamma in living a life and work.
สารนิพนธ์
ณ, 136 หน้า : ตารางประกอบ ; 30 ซม.
สารนิพนธ์
ผ, 209 หน้า : ภาพประกอบ, ตารางประกอบ ; 30 ซม.